ประคองชีวิต จนถึงลมหายใจสุดท้าย
เสียงจากญาติผู้ดูแล ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ลงมือทำ ในบ้านหลังหนึ่งที่เรียกว่า “เบธานี” อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี
.
วันที่ครอบครัวของ คุณวรารัตน์ นิธิโรจนสานนท์ (ญาติผู้ดูแล) ทราบว่า “คุณอา” วัย 71 ปี ป่วยเป็นมะเร็งระยะลุกลาม คำถามสำคัญไม่ได้มีแค่ว่าจะรักษาอย่างไร แต่คือจะ “ใช้ชีวิตช่วงท้ายแบบไหน”

“ตอนรู้ผลตรวจ เราต้องเลือกระหว่างการรักษาเชิงรุกกับการดูแลแบบประคับประคอง” คุณวรารัตน์เล่า “เราคิดถึงคุณภาพชีวิตมากกว่าการยื้อเวลา ด้วยวัยและระยะโรค การรักษาหนักอาจทำให้ท่านทุกข์มากกว่าสบาย”
ครอบครัวจึงตัดสินใจเลือก Palliative Care เพื่อให้เวลาที่เหลือเป็นเวลาที่สงบที่สุด กันยายน 2565 พาคุณอามาอยู่ที่ บ้านพักผู้สูงอายุเบธานี บ้านพักเล็ก ๆ ที่ก่อตั้งโดยนักบวชหญิงคาทอลิก และดำเนินงานมากว่า 39 ปี
ก่อนหน้านั้น ครอบครัวไปดูหลายแห่ง แม้หลายที่สะอาดและได้มาตรฐาน แต่ยังขาด “ความอบอุ่นทางใจ” สิ่งที่ทำให้บ้านเบธานีแตกต่าง คือแนวคิดการดูแลเสมือนคนในครอบครัว ไม่มีค่าบริการตายตัว ญาติสนับสนุนตามกำลัง และเข้าเยี่ยมได้โดยไม่จำกัดเวลา
คุณอาเป็นครูเกษียณ ไม่มีครอบครัวของตนเอง อยู่ในการดูแลของหลาน ๆ ครอบครัวเป็นคริสต์คาทอลิก จึงให้ความสำคัญกับการดูแลด้านจิตวิญญาณ โดยเฉพาะในวาระสุดท้ายของชีวิต
ในช่วงแรกที่เข้ามาอยู่ คุณอายังช่วยเหลือตัวเองได้ ร่าเริง ชอบออกกำลังกายและร่วมกิจกรรมตามเทศกาล บ้านพักจัดกิจวัตรชัดเจน ทั้งกายภาพบำบัด สันทนาการ และกิจกรรมทางศาสนา
“ท่านไม่เคยขอกลับบ้านเลย” คุณวรารัตน์บอก นั่นทำให้ครอบครัวมั่นใจว่า ท่านรู้สึกสบายใจและมีคุณค่า
กลางปีที่ผ่านมา อาการเริ่มทรุดลง ช่วง 1–2 เดือนสุดท้ายคือการดูแลแบบประคับประคองเต็มรูปแบบ เจ้าหน้าที่ดูแลใกล้ชิด จับมือ พูดคุย เปิดเพลงสวด และภาวนาตามความเชื่อของครอบครัว
ในสัปดาห์สุดท้าย ญาติผลัดกันมาเฝ้า และทีมงานอยู่เคียงข้างตลอดเวลา
“ท่านจากไปอย่างสงบ ไม่ทุรนทุราย ไม่มีภาพความเจ็บปวดอย่างที่หลายคนกลัว” เธอกล่าว “เรารู้ว่า ท่านได้ไปสบายแล้ว”
ในมุมมองเชิงระบบ นางจินตนา แววสวัสดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิจาก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 5 ราชบุรี อธิบายว่า แนวคิด “สถานชีวาภิบาล” เกิดขึ้นจากการเห็นช่องว่างของระบบดูแลผู้สูงอายุ
“ที่ผ่านมา เรามุ่งดูแลผู้สูงอายุที่อยู่บ้านในชุมชนเป็นหลัก แต่ยังมีกลุ่มเปราะบางอีกจำนวนมาก เช่น ผู้สูงอายุในศูนย์ดูแล พระอาพาธ หรือผู้ไร้บ้าน ซึ่งควรได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม”
สถานชีวาภิบาลจึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการดูแลแบบองค์รวม ตั้งแต่การดูแลทั่วไป การรักษาเมื่อเจ็บป่วย ไปจนถึงการดูแลระยะท้ายของชีวิต เป้าหมายสำคัญคือให้ผู้สูงอายุสามารถจากไปอย่างสงบในสถานที่ที่คุ้นเคย ไม่จำเป็นต้องเสียชีวิตที่โรงพยาบาลเสมอไป
สถานดูแลที่จะเข้าระบบ ต้องผ่านการประเมินมาตรฐานด้านบุคลากร อาคารสถานที่ และระบบบริการ ก่อนขึ้นทะเบียนในระบบของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พร้อมได้รับงบสนับสนุนแบบ เหมาจ่าย 10,442 บาทต่อรายต่อปี สำหรับผู้เข้าเกณฑ์ภาวะพึ่งพิง เช่น
- ผู้ที่มีคะแนน Barthel Index ต่ำ
- ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย
- ผู้ป่วยสมองเสื่อมระดับปานกลางถึงรุนแรง
“หัวใจไม่ใช่แค่ตัวอาคาร แต่คือระบบบริการที่เห็นคุณค่าของชีวิตในทุกช่วงเวลา” นางจินตนากล่าว
ด้านซิสเตอร์วิชุดา กู้ทรัพย์ ผู้อำนวยการบ้านเบธานี เล่าย้อนว่า บ้านแห่งนี้ก่อตั้งเมื่อปี 2530 เพื่อดูแลผู้สูงอายุที่ยากไร้ รับเพียง 50 เตียง เพื่อให้การดูแลใกล้ชิดและทั่วถึง
ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่และซิสเตอร์รวมกว่า 20 คน ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีค่าบริการตายตัว ผู้ที่มีกำลังช่วยได้เท่าใดก็สมทบตามศรัทธา รายได้หลักมาจากการบริจาค
ปีที่ผ่านมา บ้านเบธานีเข้าร่วมเป็นสถานชีวาภิบาลในระบบของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำให้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณและความร่วมมือจากเครือข่ายสาธารณสุขมากขึ้น
“เมื่อก้าวเข้ามาอยู่ที่นี่ ทุกคนคือญาติผู้ใหญ่ของเรา” ซิสเตอร์กล่าว “โดยเฉพาะช่วงสุดท้าย จะมีคนจับมือ ส่งท่านจากไปอย่างสงบตามความเชื่อ”
บ้านเบธาณีอาจเป็นบ้านเล็ก ๆ ในสังคมสูงวัยที่กำลังขยายตัว แต่เรื่องราวของคุณวรารัตน์ คำอธิบายของนางจินตนา และหัวใจของซิสเตอร์วิชุดา สะท้อนภาพเดียวกัน
การดูแลที่ดี คือการประคองชีวิต ให้ยังคงมีศักดิ์ศรี ความรัก และความสงบ จนถึงลมหายใจสุดท้าย โดยไม่ต้องเดียวดาย
บทความจาก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 5 ราชบุรี https://www.facebook.com/share/p/1XogAGsrM1/
