"ชีวิตเพื่อทุกคน" - มูลนิธิซิสเตอร์คามิลเลียนอนุสรณ์

สถานชีวาภิบาล มาตรา 3 ระบบบัตรทอง ‘บ้านเบธานี’ ดูแลผู้สูงวัยด้วย “จิตตารมณ์เมตตา”

                สถานชีวาภิบาล “บ้านเบธานี” จ.ราชบุรี บ้านพักผู้สูงอายุ ให้บริการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวด้วยจิตตารมณ์เมตตา ไม่คิดค่าใช้จ่าย ร่วมขึ้นทะเบียนหน่วยบริการมาตรา 3 ในระบบบัตรทอง หนุนงบช่วยเสริมการดำเนินงานฯ ที่ขับเคลื่อนด้วยเงินบริจาค-แรงศรัทธ พร้อมสนับสนุนผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ปัจจุบันรองรับผู้สูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไป 50 เตียง ดูแลครอบคลุมครบทุกมิติ สุขภาพ-จิตใจ-สังคม-จิตวิญญาณ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีตั้งแต่ต้นจนถึงบั้นปลาย พร้อมจากไปอย่างสงบสุข

 

สถานชีวาภิบาล มาตรา 3 ระบบบัตรทอง ‘บ้านเบธานี’ ดูแลผู้สูงวัยด้วย “จิตตารมณ์เมตตา”
               ซิสเตอร์วิชุดา กู้ทรัพย์ ผู้ดำเนินการบ้านเบธานี อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เปิดเผยว่า บ้านเบธานี เป็นบ้านพักผู้สูงอายุที่ให้การดูแลโดยคณะนักบวชคาทอลิกหญิง ซึ่งเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2530 ภายใต้หนึ่งในโครงการของมูลนิธิซิสเตอร์คามิลเลียน อนุสรณ์ ที่มีจิตตารมณ์ในการช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุโดยไม่จำกัดเชื้อชาติหรือศาสนา เป็นการดูแลทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีช่วงชีวิตในบั้นปลายที่พร้อมจากไปอย่างสงบสุข โดยปัจจุบันบ้านเบธานี มีบุคลากรให้บริการดูแลรวมกัน 21 คน เป็นเจ้าหน้าที่ 15 คน และซิสเตอร์อีก 6 คน ซึ่งส่วนใหญ่มีวุฒิทางวิชาชีพเป็นพยาบาลหรือผู้ช่วยพยาบาล


             ซิสเตอร์วิชุดา กล่าวว่า บ้านเบธานี จะให้การดูแลผู้สูงอายุเพศหญิงอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งสามารถรับได้จำนวน 50 เตียง โดยที่ไม่ได้มีการกำหนดอัตราค่าบริการ ขึ้นกับว่าผู้สูงอายุสามารถช่วยได้เท่าไร หรือแม้จะเป็นผู้ที่ยากไร้ ก็ยินดีให้บริการดูแลช่วยเหลือด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นการดำเนินงานตลอด 39 ปีที่ผ่านมา บ้านเบธานี จึงขับเคลื่อนด้วยเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา 100% รวมไปถึงการบริจาคสิ่งของจากชุมชน ไม่ว่าจะเป็นข้าวสารอาหารแห้ง หรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่ช่วยแบ่งเบาการดำเนินงาน


            อย่างไรก็ตาม ในปี 2564 บ้านเบธานี ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสถานประกอบการการดูแลผู้สูงอายุตามกฎหมาย ก่อนที่ล่าสุดในปี 2567 จะได้รับการชักชวนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 5 ราชบุรี ให้เข้าร่วมขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการที่รับการส่งต่อเฉพาะด้านสถานชีวาภิบาล ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ทำให้สามารถเบิกจ่ายงบประมาณจาก สปสช. เข้ามาช่วยสนับสนุนการดำเนินงานได้มากขึ้น นอกจากนี้ทาง สปสช.เขต 5 ยังมีการเข้ามาช่วยสนับสนุนเรื่องของผ้าอ้อมผู้ใหญ่ จึงทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายไปได้อีกมาก


             ซิสเตอร์วิชุดา กล่าวอีกว่า การเข้าร่วมเป็นสถานชีวาภิบาล ยังส่งผลให้มีหน่วยงานต่างๆ ได้เข้ามารู้จักและทำงานร่วมกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลบ้านโป่ง หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในพื้นที่ ที่ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาสนับสนุนการดูแลอยู่เป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นกายภาพบำบัด ทันตกรรม จิตเวช เจาะเลือด ฯลฯ หรือการส่งต่อผู้ป่วยไปโรงพยาบาลที่สามารถประสานการทำงานกันได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น ส่วนเรื่องของเกณฑ์มาตรฐานก็จะมีหน่วยงานเข้ามาตรวจสอบประเมินคุณภาพทุกปี ซึ่งบ้านเบธานีมีความพร้อมและผ่านเกณฑ์ประเมินทุกด้าน ไม่ว่าในแง่บริการ ความปลอดภัย หรืออาคารสถานที่ ฯลฯ


             “เราดูแลโดยเน้นการให้คุณค่าของชีวิตมนุษย์ มีการเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดจนกระทั่งถึงช่วงเวลาสุดท้าย แม้จำนวนเตียงเราอาจไม่ได้มีมากเพียงพอกับความต้องการ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่เราเข้าสู่สังคมสูงวัย แต่เราก็ถือเป็นน้ำหยดหนึ่งในมหาสมุทร ซึ่งมองว่าบ้านพักผู้สูงอายุแบบนี้จะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงการสนับสนุนจากหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น สปสช. หรือภาคส่วนต่างๆ ที่เอื้ออำนวยให้ผู้สูงอายุในบ้านพักแบบนี้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของงบประมาณ บุคลากร องค์ความรู้ สามารถมีส่วนช่วยการทำงานของพวกเราได้จริง” ซิสเตอร์วิชุดา กล่าว


             นางจินตนา แววสวัสดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สปสช. เขต 5 ราชบุรี กล่าวว่า ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่เดินหน้าเข้าสู่ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต หลายคนไม่อยากไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล แต่ต้องการจากไปอย่างสงบภายในบ้านหรือสถานดูแล ซึ่งมิติของการดูแลทางจิตวิญญาณเหล่านี้ ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจะมีส่วนช่วยให้เกิดการจัดระบบบริการที่เหมาะสม ผ่านการขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการที่รับการส่งต่อเฉพาะด้าน หรือหน่วยบริการตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 เพื่อที่จะสามารถรับค่าบริการดูแลได้ตามอัตราของ สปสช.


             ทั้งนี้ สปสช. จะมีการจ่ายค่าบริการดูแลในอัตราแบบเหมารายละ 10,442 บาทต่อคนต่อปี สำหรับรายที่เข้าเกณฑ์ตามนิยามของผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง แต่นอกเหนือค่าดูแลในลักษณะของสถานชีวาภิบาลแล้ว ผู้สูงอายุที่นี่ก็เป็นประชาชนไทยที่สามารถได้รับสิทธิบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคได้ รวมถึงการรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย ทั้งในรูปการดูแลเชิงรุก รวมถึงการดูแลผ่านระบบการแพทย์ทางไกล เป็นต้น


             นอกจากนี้ยังสามารถรับการสนับสนุนผ่านระบบการดูแลในชุมชน ทั้งกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (กปท.) กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัด โดยสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ในการดูแลอย่างผ้าอ้อมผู้ใหญ่ได้ ทั้งนี้ที่ผ่านมา สปสช.เขต จะมีส่วนช่วยมองหาหน่วยบริการที่เข้าข่ายร่วมเป็นสถานชีวาภิบาลเพื่อร่วมสนับสนุนการรองรับการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวอย่างมีคุณภาพและมาตรฐาน


             ขณะที่ น.ส.วรารัตน์ นิธิโรจนสานนท์ ญาติของผู้สูงอายุในบ้านเบธานี กล่าวว่า พื้นฐานครอบครัวของตนนับถือคาทอลิก จึงได้มีโอกาสรู้จักกับบ้านเบธานีอยู่ก่อนแล้ว เมื่อถึงวันหนึ่งคุณอาของตนซึ่งเป็นครูเกษียณอายุและไม่มีครอบครัว ทางหลานๆ ไม่มีเวลาดูแลได้อย่างใกล้ชิด จึงตัดสินใจหาบ้านที่เหมาะสมเพื่อให้การดูแล ภายหลังมองหาบ้านพักผู้สูงอายุหลายแห่งที่ส่วนใหญ่ดำเนินการในลักษณะเชิงพาณิชย์ พบว่าแม้จะมีคุณภาพการดูแลหรือความสะอาดอะไรต่างๆ ตามมาตรฐานอยู่แล้ว แต่กลับขาดมิติทางจิตวิญญาณ ดังนั้นจึงตัดสินใจพาคุณอาเข้ามารับการดูแลที่บ้านเบธานี


            “เราอยากให้เขาอยู่อย่างมีความสุข อบอุ่น ไม่รู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง ก็เลยพาเข้ามาที่นี่เมื่อปี 2565 แล้วก็เกิดความประทับใจตั้งแต่แรกที่เข้ามา ด้วยจิตตารมณ์ของซิสเตอร์คณะนี้ที่มีความตั้งใจในการดูแลทุกคนเหมือนเป็นคนในครอบครัว เวลามาเจอคุณอากี่ครั้งก็ยิ้มแย้ม ดูเขามีความสุข เพราะมีสังคม ไม่เคยขอกลับบ้าน กระทั่งช่วง 1-2 เดือนสุดท้ายก่อนที่อาจะเสียชีวิต ซิสเตอร์ก็ยังดูแลอย่างใกล้ชิดไม่เคยปล่อยให้รู้สึกเหงา โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์สุดท้ายที่คนป่วยจะมีอารมณ์กลัว กังวล ทางซิสเตอร์ก็จะคอยสัมผัส ให้ความรักความเมตตา มีการเปิดเพลงนำสวด ทำให้เขาเกิดความสงบและมีความพร้อมที่จะจากไป” น.ส.วรารัตน์ กล่าว


             ด้าน น.ส.ประภา ชลหาญ อายุ 85 ปี ผู้สูงอายุในบ้านเบธานี กล่าวว่า ตนเองมีพี่น้อง 6 คน แต่ปัจจุบันเหลือกันอยู่ 2 คน ซึ่งตนเองไม่มีครอบครัว จึงตัดสินใจเลือกเข้ามาอยู่ที่นี่ เพราะเคยมีโอกาสมาเห็นตั้งแต่ช่วงที่บ้านเพิ่งสร้างใหม่ๆ ภายหลังเลือกเข้ามาแล้วถามไปว่าคิดค่าใช้จ่ายอย่างไร กลับได้รับคำตอบว่าที่นี่ไม่เรียก สามารถให้เท่าไรก็ได้ ซึ่งตนเองก็ยังคิดแปลกใจและไม่น่าเชื่อว่าจะมีสถานที่แบบนี้อยู่


             “ตลอดระยะเวลาที่ได้เข้ามาอยู่ราว 2 ปี รู้สึกมีความสุขทั้งในทางร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ เพราะมีซิสเตอร์ช่วยดูแลทำให้ทุกอย่างตั้งแต่เช้าจนถึงเข้านอน ไม่ว่าอาบน้ำ เปลี่ยนผ้าอ้อม มีอาหารสามมื้อ ของว่างสองมื้อไม่เคยขาด มีกิจกรรมให้ทำทุกวัน เช่น ฝึกสมอง ทายปัญหา ร้องเพลง โยนลูกบอล ฯลฯ มีการสวดภาวนา พิจารณาวาจาคำสอนของพระเยซูเจ้า หากป่วยเป็นอะไรบอกซิสเตอร์ก็จะช่วยดูแลให้ หรือหากมีอาการมากก็ช่วยพาไปโรงพยาบาล โดยซิสเตอร์ก็อารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ดูแลให้ด้วยจิตใจที่เมตตาจริง” น.ส.ประภา กล่าว

 

บทความจาก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 5 ราชบุรี https://www.facebook.com/share/p/1KLxJVDa4X/