"ชีวิตเพื่อทุกคน" - มูลนิธิซิสเตอร์คามิลเลียนอนุสรณ์

ฉันเป็นใคร
        ฉันชื่อ ซ.เยโนเวฟา พิกุลทอง คำเสงี่ยม เกิดเมื่อวันที่ 23 เมษายน 1968 บิดาชื่อ นายเวิล คำเสงี่ยม และมารดาชื่อนางหนูหวี่ คำเสงี่ยม เป็นคนที่ 8 ในจำนวนพี่น้อง 10 คน เป็นสัตบุรุษของอาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล ท่าแร่ สกลนคร เรียนจบชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนท่าแร่วิทยา และจบชั้นมัธยมต้นจากโรงเรียนเซนต์ยอแซฟท่าแร่ และจบมัธยมปลายจากโรงเรียนนารีวุฒิบ้านโป่ง ประกาศนียบัตร เทวศาสตร์การอภิบาลผู้ป่วย 2 ปีจากสถาบัน Camillianum Roma ประกาศนียบัตรชีวิตฝ่ายจิตของนักแพร่ธรรม 1 ปีจากวิทยาลัย Urbaniana Roma ปริญาตรีพยาบาลศาสตร์บัณฑิตจากวิทยาลัยเซนตหลุยส์ กรุงเทพฯ

เส้นทางสู่กระแสเรียกชีวิตนักบวช
          ตั้งแต่วัยเด็กฉันได้สัมผัสกับบรรยากาศความเชื่อคาทอลิกในครอบครัวและหมู่บ้านที่ได้ช่วยให้ฉันเป็นคนมีความศรัทธา รักความเงียบสงบและรักการภาวนา และในช่วงวัยเรียนขั้นปฐมศึกษาได้เห็นซิสเตอร์ คณะคามิลเลียนรุ่นแรก ๆ (เป็นฝรั่ง ท่านตัวสูง) ท่านคือ"ซิสเตอร์เอเลโอโนรา" ท่านได้มาหากระแสเรียกที่บ้านท่าแร่ ท่านได้เดินผ่านหน้าบ้านเป็นประจำ มีกางเขนสีแดงติดที่หน้าอกและมีใบหน้าที่สงบพร้อมรอยยิ้มแห่งสันติในจิตใจได้เดินผ่านหน้าบ้านเพื่อมาหากกระแสเรียกในหมู่บ้านทุกปี สิ่งนี้ที่ที่เป็นสิ่งหนึ่งดึงดูดใจฉัน เมื่ออายุ 12 ขวบ ได้ขอมาเข้าค่ายกระแสเรียกที่อารามบ้านโป่ง แต่ช่วงนั้นยังไม่ได้รับอนุญาตให้มาร่วมได้เพราะปัญหาด้านการเดินทางจากการเมารถ และท่านคงจะเห็นว่าเราตัวเล็กและยังเด็กเกินไปที่จะเดินทางเป็นระยะไกลจากท่าแร่มาถึงบ้านโป่งที่ไกลเลยกรุงเทพ ท่านจึงเสนอให้รอจนโตก่อน ช่วงนั้นฉันเองร้องให้เสียใจบ้าง แต่พี่สาวมาปลอบใจบอกว่าโตแล้วค่อยเข้าอารามเดียวก็ได้เข้าอาราม วันหนึ่งได้ไปสวดนพวารแม่พระนิจจานุเคราะและได้สวดวอนขอแม่พระว่าถ้าอยากให้ตนเองได้เข้าอารามก็ขอให้จัดการทุกอย่างให้ ต่อมาก็มีบัตรอวยพรคริสต์มาสจากอารามและเริ่มมีการติดต่อกันมากขึ้น จนได้มีโอกาสมาเข้าค่ายกระแสเรียกและเข้าอารามในวันที่ 7 พฤษภาคม 1984 เมื่ออายุได้ 15 ปี ได้มีโอกาสเข้าร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณในโอกาส พระสันตะปาปา ยอห์นปอลที่ 2 ได้เสด็จมาเยือนประเทศไทย (10-11 พ.ค 1984) ที่ อ.สามพราน นครปฐม จากนั้นตัวเองได้ติดตามเสียงเรียกของพระองค์ในขั้นตอนต่าง ๆ และทีละเล็กทีละน้อยจากการอบรมที่ทางคณะได้จัดให้ก็ช่วยให้ได้รับการเจริญเติบโตในด้านต่างๆมากขึ้น

การเข้าสู่ชีวิตนักบวชและเจริญชีวิตตามพระพรของคณะ
             เมื่อมองดูชีวิตของเด็กคนหนึ่งที่ไม่เคยออกไปไหนมาไหนแม้กระทั่งจากหมู่บ้านเข้าในตัวจังหวัดก็ยังไม่ค่อยได้ไปเพราะไปที่ไรก็เมารถประจำทางทุกครั้งไป เมื่อวันนั้นมาถึงต้องออกเดินทางบ้านไปอารามที่บ้านโป่ง คุณแม่หนูหวี่และพี่ ๆได้มาส่งขึ้นรถทัวส์เวลา 2 ทุ่ม และเลือกรถทัวส์คันที่จะต้องไม่ผ่านทางภูพานที่เรียกว่าทางปิ้งงูเพราะพอผ่านทางนี้ทีไรต้องเมารถทุกครั้งเนื่องจากทางเป็นโค้งไปมาหลายโค้ง คุณแม่หนูหวี่มาส่งขึ้นรถพร้อมนำเงินที่จะนำมาใช้ในอารามฉันจำได้ว่าท่าเอาเงินธนบัตรจำนวนหนึ่งใส่ไว้ในถุงเท้าที่ฉันกำลังใส่ทั้ง 2ข้าง และฝากเดินทางมาด้วยกันให้คอยช่วยดูแลฉัน เป็นจริงตลอดการเดินทางฉันทรมานมาก เมารถและอาเจียนตลอดทาง มาถึงหมอชิตก็ต้องหารถอะไรก็ได้ที่ช่วยให้เมาไม่มากจึงได้รถตุ๊ก ๆ ตอนนี้อาการดีขึ้นเพราะได้รับลมเย็น ๆ จากนั้นมาถึงสายไต้สมัยก่อนก็ขึ้นรถหวานเย็น (รถบัสที่ไม่มีแอร์เปิดกระจกได้) ค่อยยังชั่วบ้างมีอากาศเย็นสบายขึ้นแต่เหนื่อยมาก แต่พอมาถึงอำเภอสามพราน นครปฐมก็เริ่มอาเจียนอีกระลอกเพราะกลิ่นเหม็นของขี้หมูได้กระตุ้นการเมารถของตนอีกครั้ง อย่างไรสุดท้ายก็เดินทางถึงอารามบ้านโป่งอย่างสะบักสะบอมแต่ปลอดภัย แล้วความอบอุ่นแห่งการต้อนรับของซิสเตอร์และสมาชิกในอารามก็ได้ให้บรรเทาความเหน็ดเหนื่อยความอ่อนล้าของฉัน และทุกครั้งที่จะกลับไปพักร้อนที่บ้านต้องเป็นภาระให้ ซ.เอเลที่ต้องเป็นผู้จัดสรรเพื่อน ๆ ที่จะไปด้วยกันว่าจะไปท่าแร่อย่างไรโดยไม่ต้องขึ้นรถทัวส์ท่านเสนอให้นั่งรถไฟจากบ้านโป่งไปลงกรุงเทพฯ และจากกรุงเทพต่อไปได้ถึงจังหวัดอุดรธานี เพราะจากนั้นไม่มีรถไฟถึงสกลนครจากนั้นจึงต้องขึ้นรถประจำทางที่ไม่ต้องมีแอร์เพื่อจะได้กลับท่าแร่เพื่อลดอาการเมารถ พวกเพื่อน ๆ ที่กลับด้วยกันก็ต้องลำบากไปเพราะฉัน ที่ละเล็กทีละน้อยจากการช่วยเหลือของซิสเตอร์และเพื่อน ๆ และจากร่วมมือของฉันชีวิตของฉันก็ค่อย ๆ ปรับตนเองให้เข้ากับสภาพต่าง ๆ จนเข้มแข็งขึ้นสามารถปรับตนให้เข้ากับสถานการณต่าง ๆ และเข้ากับกลุ่มเพื่อนและวิถีชีวิตในอารามและในสังคมใหม่ได้ดีขึ้น บรรยากาศของการอยู่ร่วมกันในสมัยนั้นเป็นบรรยากาศของความเป็นพี่น้อง ส่งเสริมความดีของกันและกัน แบ่งเบาภาระของกันและกัน มีความเป็นหนึ่งเดียวกันไม่มีแบ่งพรรคแบ่งพวก มีความสุขมาก และยังเคยอยู่กับมิชชันรีรุ่นแรก ๆ ซ.Eleonora (ชาวอิตาเลียน ,ซ. Noem (ชาวอิตาเลียน), Paola (ชาวบลาซิล) ซ.Fidelia (ชาวบราซิล) ซ. Helen (ชาวไต้หวัน) รู้สึกดีใจ อบอุ่นใจ ขอบคุณพระองค์ที่ได้มาอยู่กับมิชชันนารี่ทั้ง 5 ท่าน ได้รับความดีและแบบอย่างมากมายจากชีวิตของท่านเหล่านั้น หลังจากที่ได้รับการอบรมในขั้นตอนต่าง ๆ มีพระเจ้าที่คอยอยู่เคียงข้างให้คอยให้การช่วยเหลือผ่านบุคคลรอบข้าง

                  การเดินทางของฉันเริ่มชัดเจนและมั่นใจมากขึ้นในการตัดสินใจถวายตัวแด่พระเจ้า ฉันรู้สึกดีและชอบมากเมื่อได้ไปฝึกงานรับใช้ผู้ป่วยโรคเรื้อนที่คลีนิคท่าหว้า กาญจนบุรีกับบราเด้อ Victorio และซิสเตอร์เปาลามิชชันนารีชาวบราซิลและท่านได้พาไปฝึกงานในโรงพบาลซานคามิลโล บ้านโป่ง และมีประสบการณ์อีกอย่างที่ตราตรึงในใจฉันคือช่วงเรียนจบ ม. 6 ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการสร้างบ้านเบธานี (บ้านพักคนชรา) ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเตรียมเข้าสู่การเป็นโปสตุลันต์ มีโอกาสได้ช่วยทำงานดูแลคนป่วย คนชรา นี่เป็นช่วงเวลาที่หนักพอสมควร วันหนึ่งเราได้พบกับคำตอบในใจ เรื่องราวที่เกิดขึ้นในคืนวันคริสต์มาสปีนั้น ฉันได้ขึ้นเวรเฝ้ายาย ระหว่างนั้นเองเราได้รู้สึกมีความสุขลึก ๆ ในใจ เห็นรอยยิ้ม ความชื่นชมของคนชราที่ได้รับการพยาบาล นี่จึงเป็นเหตุที่ทำให้เรารูสึกว่า "มีความสุขเหมือนกับความรักของพระเยซูมาสัมผัสใจของเรา" แล้วได้รับเข้าสู่ขั้นขั้นโปสตุลันต์ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1989 วันที่ 14 กรกฎาคม 1990 ปฏิญาณตนครั้งแรก วันที่ 8 ธันวาคม 1992 พร้อมกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน 4 คน ที่วัดแม่พระเสด็จเยี่ยม บ้านโปง ราชบุรี หลังจากนั้น 2 ปี ได้มารับการอบรมเป็นภคินีผู้เยาว์ที่อิตาลี ได้เรียน ชีวิตฝ่ายของมิชชันนารี ที่วิทยาลัย Urbaniana 1 ปี และเทวศาตร์การอภิบาลผู้ป่วยที่สถายันนานาชาติ Camillianum 2 ปี วันที่ 15 ตุลาคม 2000 (ปียูบีลี )ก็ได้รับการปฏิญาณตลอดชีพที่วัดบ้านแม่ของคณะที่เมืองลุกกาพร้อมกับเพื่อน ๆ จากชาติต่าง ๆ รวม 8 คน ในข่วงการอบรมผู้เยาว์ที่อิตาลีได้รับพระพรต่าง ๆ มากมายจากพระเจ้าผ่านแบบอย่างชีวิตของซิสเตอร์ของเรา ฉันได้รับความรัก ความอบอบอุ่น ความความหวังดี ความเห็นอกเห็นใจจากท่านเหล่านั้น ขอบพระคุณพระองค์ที่ให้โอกาสที่ดีเช่นนี้ จากนั้นได้กลับมาช่วยพันธกิจของคณะที่ประเทศไทยที่หมู่คณะแม่สรวยจังหวัดเชียงรายและได้เรียนพยาบาล ที่วิทยาลัยเซนต์หลุยส์ 4 ปี เพื่อนำความรู้มาช่วยในงานรับใช้ผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้ไปทำงานในโรงพยาบาลศูนย์แม่สอดสักระยะหนึ่งจากนั้นกลับมาช่วยงานที่อิตาลีอีกครั้ง จากนั้นกลับไปประเทศไทยเพื่อช่วยเหลือพี่สาวที่เจ็บป่วยแล้วช่วยงานพยาบาลในหมู่คณะบ้านเบธานี ช่วยงานพยาบาลที่บ้านพักพระสงฆ์ราชบุรี ได้ฉลอง 25 ปีแห่งชีวิตนักบวชในปี 2017 ในโอกาสนี้รู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสมาร่วมคอร์สอบรมเข้ม "Ritorno alla Sorgente" ที่อิตาลีเป็นเวลา 3 เดือนในปี 2018 และเวลานั้นได้ร่วมมิสซาและเข้าพบกับพระสันตะปาปา ฟรังซิสเป็นการส่วนตัวซึ่งไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีโอกาสที่จะได้อยู่ใกล้ชิดอย่างนี้ จากนั้นได้กลับ ไปช่วยงานของคณะที่อำเภองาว และปี 2021ฉันได้เดินทางกลับมาช่วยงานของคณะที่อิตาลีอีกครั้งจนถึงปัจจุบัน ครั้งนี้ฉันมาพร้อมกับสถานการการแพ่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังคงแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง ได้มีโอกาสช่วยงานพยาบาลรับใช้ผู้ป่วยโควิด-19 อย่างใกล้ชิดแม้บางครั้งรู้สึกหวิว ๆ กลัวจะติดเชื้อ อย่างไรก็ยังก็มีความไว้วางใจในการช่วยเหลือและปกป้องจากพระเยซูและพระมารดา และแม้ต้องเสียชีวิตก็พร้อมจะยอมรับความตายตามศีลบนข้อ 4 ของคณะ การมาอยู่อิตาลีครั้งที่สามนี้รู้สึกคิดถึงซิสเตอร์หลายท่านที่เราเคยรู้จักเวลานี้ท่านเหล่านั้นได้ไปพบพระเจ้ากันแล้ว และกระแสเรียกในชีวิตนักบวชก็ลดน้อยไปมาก เวลานี้ส่วนใหญ่ตามหมู่คณะจะเป็นเราชาวต่างชาติ และที่หมู่คณะของฉันในปัจจุบันที่ Diano Marina เป็นซิสเตอร์คนไทยทั้ง 3 คน อย่างไรก็ตามพพระพรพิเศษของคณะที่คุณแม่ผู้ตั้งคณะและซิสเตอร์รุ่นก่อนเราได้เริ่มต้นไว้และพวกเราก็กำลังานพันธกิจนี้ต่อไป เมื่อ 50 ปีก่อนได้มีซิสเตอร์มิชชันนารีของเราได้มาบุกเบิกสร้างหมู่คณะของเราในไทยท่านเหล่านั้นได้เสียสละและรับใช้ช่วยเหลือพวกเราจนพัฒนามาถึงปัจจุบัน แล้วไฉนเราจะกลับมาช่วยสร้างหมู่คณะและต่อสานงานรับใช้ของพระเจ้าในอิตาลีไม่ได้เล่า เวลานี้เด็กบ้านนอกคนนี้เมื่อวัยเด็กไม่เคยออกไปไหนมาไหน พระเจ้าองค์นี้ก็ได้นำออกจากบ้านเกิดของตนเขาสู่ดินแดนแพร่ธรรมในโลกที่กว้างใหญ่มากขึ้นในพื้นแผ่นดินที่อยู่ห่างไกลจากบ้านของตน และมุ่งสู่ทางของพระองค์ต่อไป

             สรุป การเดินทางของชีวิตของฉันนั้นเป็นการกระทำของพระเยซูที่พระองค์ได้ก็ค่อย ๆ เตรียมชีวิตฉันให้ค่อย ๆ เดินทางมุ่งสู่ความอิสระภาพและความสุขภายในดวงใจยิ่งวันยิ่งมากขึ้นและผู้ที่ทำให้หัวใจของฉันมีความเพียงพอและมีความสุขอย่างแท้จริงคือความรักของพระเยซู แล้วพระเยซูเป็นใครสำหรับฉันหล่ะ? ฉันพบคำตอบนี้ได้ในช่วงที่ฉันกำลังเตรียมตัวตลอดชีพคือพระวาจาตอนนี้ "นับแต่บัดนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าทุกสิ่งไม่มีประโยชน์อีกเมื่อเปรียบกับประโยชน์ล้ำค่าคือการรู้จักพระคริสตเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงยอมสูญเสียทุกสิ่ง ข้าพเจ้าเห็นว่าทุกสิ่งเป็นปฏิกูล เพื่อจะได้องค์พระคริสตเจ้ามาเป็นกำไร" (ฟป. 3:8)

             การเดินทางสู่ความอิสระภายในในการพบกับพระเยซูนั้น เป็นการเจริญชีวิตปกติธรรมดา สู่การมีสติ การรู้ตัวและรู้เท่าทันความรู้สึกที่ดีและไม่ดีภายในส่วนลึกของชีวิตของฉันไม่ว่า ความต้องการอำนาจ เกียรติยศ ชื่อเสียง และฉันสามารถที่จะนำความรู้สึกและความต้องการเหล่านี้ไว้ต่อหน้าพระองค์ และพูดแบ่งปันกับพระองค์ด้วยความไว้วางใจและสัมผัสว่าพระองค์เป็นบุคคลหนึ่งที่มีชีวิตและอยู่ใกล้ชิดฉันเป็นบุคคลหนึ่งที่มีชีวิตที่คอยรับฟัง แม้ฉันไม่เห็นพระองค์แต่ฉันได้สัมผัสถึงความรักและการสถิตอยู่ของพระองค์ในชีวิตของฉัน พระองค์ทรงรักฉันอย่างดีฉันมีและเป็น พระองค์ทรงอยู่กับฉันเสมอในชีวิตประจำวัน พระองค์เท่านั้นที่ทำให้หัวใจของฉันเพียงพอ " ข้าแต่พระเยซูเจ้า ลูกขอขอบพระคุณพระองค์ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้ทรงเรียกลูกให้มาเป็นคริสตชน เรียกลูกให้มาเป็นเจ้าสาวของพระองค์ภายใต้พระพรพิเศษของคณะภคินีผู้รับใช้ผู้ป่วย ได้มีโอกาสมีชีวิตอยู่กับบรรดาภคินีมิชชันนารีรุ่นแรก ๆ ในไทยและต่างประเทศโดยเฉพาะกับซิสเตอร์ผู้สูงอายุที่อิตาลี และบรรดาภคินีรุ่นพี่และรุ่นเพื่อน ๆ และรุ่นน้อง ๆ ขอให้ลูกสามารถเป็นเครื่องมือในการนำความรักและความชื่นชมยินดีของพระองค์แก่พี่น้องทุกคนในโลกนี้โดยเฉพาะในคนเจ็บไข้ได้ป่วยผู้ที่อยูในความต้องการต่าง ๆ ขอให้ลูกทำทุกอย่าง พร้อมกับพระองค์เพื่อพระองค์และในพระองค์ ลูกขอโทษพระองค์ในบางครั้งที่ไม่ได้เป็นพยานแห่งความรักของพระองค์ขอให้ดวงใจของฉันเป็นหนึ่งเดียวกับความรักความเมตตาของพระองค์ตลอดไปเทอญ อาแมน

ซิสเตอร์ เยโนเวฟา พิกุลทอง คำเสงี่ยม

ข่าวสาร กิจกรรม และบทความ

11 กรกฎาคม 2569 "ขอบคุณที่มอบด้วยใจ - ขอรับไว้ด้วยใจกตัญญู"
         คณะผู้บริหาร บรรดาคุณยาย และบุคคลากรทุกท่านของบ้านเบธานี ขอขอบคุณ คุณวชิรา รุจิรัตน์ พร้อมกับครอบครัว และเพื่อน ๆ ที่ได้กลับมาเยี่ยมพวกเราอีกครั้ง พร้อมกับนำอาหารเที่ยง แสนอร่อยมาฝากคุณยาย และที่สำคัญ ยังได้ร่วมกิจกรรมนันทนาการ ท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยสีสันและความสุข ผ่านบทเพลงร่วมสมัยที่สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ และในโอกาสนี้คุณนิตย์ หิรัญญการ ก็ได้มอบพัดลมด้วย

วันพุธที่ 24 มิถุนายน 2569 ทีมงานจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เขตสุขภาพที่ 5 จังหวัดราชบุรี ได้เข้าตรวจเยี่ยมบ้านพักผู้สูงอายุเบธานี
         คณะผู้บริหารและบุคลากรทุกท่านขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงสำหรับการตรวจเยี่ยม ตลอดจนคำแนะนำอันเป็นประโยชน์ ซึ่งจะนำไปใช้ในการพัฒนาและคงไว้ซึ่งมาตรฐานการดูแลและการให้บริการ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง

           วันที่ 12 มิถุนายน 2569  เวลา 9.00 น. คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบ และกำกับคุณภาพมาตรฐานบริการสาธารณสุข ผ่านทางการประสานของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 5 ราชบุรี เยี่ยมสถานประกอบการ และสถานชีวาภิบาลบ้านเบธานี โดยมีซ.วิชุดา กู้ทรัพย์ ผู้ดำเนินการ และซ.รุ่งนภา นิธิสมบัติพร ผู้อำนวยการ พร้อมกับบรรดาภคินีผู้รับใช้คนป่วยแห่งน.คามิลโล ให้การต้อนรับ

รับพรวันสงกรานต์สไตล์ "ลอเรนโซ"

13 เมษายน วันปีใหม่ไทย และวันผู้สูงอายุ บ้านเบธานีจัดกิจกรรม "ผู้สูงอายุ วัยแห่งพระพร" โดยมีนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสวนกล้วย นาย จำนงค์ บัวคำ ให้เกียรติมาเป็นประะานในพิธี ขอขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนทำให้งานนี้สำเร็จไปด้วยดี

               19 มีนาคม 2569 "คือความผูกพัน"   วันนี้ที่บ้านเบธานี บรรดาซิสเตอร์ บรรดาคุณยาย เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และญาติพี่น้องของคุณยายมารีอา โดเมนิกา สดชื่น มาร่วมใจกันภาวนาในพิธีบูชาขอบพระคุณ วอนขอพระเจ้าทรงรับดวงวิญญาณของ คุณยายสดชื่น ให้ได้พักผ่อนตลอดนิรันดรในอ้อมพระหัตถ์ของพระองค์

5 มีนาคม บ้านเบธานี ขอขอบคุณทีมสหวิชาชีพของโรงพยาบาลบ้านโป่งที่มาทำกิจกรรมกับคุณยายค่ะ

สถานชีวาภิบาล มาตรา 3 ระบบบัตรทอง ‘บ้านเบธานี’ ดูแลผู้สูงวัยด้วย “จิตตารมณ์เมตตา”

                สถานชีวาภิบาล “บ้านเบธานี” จ.ราชบุรี บ้านพักผู้สูงอายุ ให้บริการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวด้วยจิตตารมณ์เมตตา ไม่คิดค่าใช้จ่าย ร่วมขึ้นทะเบียนหน่วยบริการมาตรา 3 ในระบบบัตรทอง หนุนงบช่วยเสริมการดำเนินงานฯ ที่ขับเคลื่อนด้วยเงินบริจาค-แรงศรัทธ พร้อมสนับสนุนผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ปัจจุบันรองรับผู้สูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไป 50 เตียง ดูแลครอบคลุมครบทุกมิติ สุขภาพ-จิตใจ-สังคม-จิตวิญญาณ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีตั้งแต่ต้นจนถึงบั้นปลาย พร้อมจากไปอย่างสงบสุข

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ บ้านเบธานี ขอขอบคุณ คุณนวลพร และเพื่อน ๆ สำหรับอาหาร และของใช้ที่จำเป็น ที่นำมามอบแก่เราค่ะ

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่ของบ้านเบธานี ทุกคนเข้ารับการอบรมประจำเดือน

ประคองชีวิต จนถึงลมหายใจสุดท้าย
           เสียงจากญาติผู้ดูแล ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ลงมือทำ ในบ้านหลังหนึ่งที่เรียกว่า “เบธานี” อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี
.
           วันที่ครอบครัวของ คุณวรารัตน์ นิธิโรจนสานนท์ (ญาติผู้ดูแล) ทราบว่า “คุณอา” วัย 71 ปี ป่วยเป็นมะเร็งระยะลุกลาม คำถามสำคัญไม่ได้มีแค่ว่าจะรักษาอย่างไร แต่คือจะ “ใช้ชีวิตช่วงท้ายแบบไหน”

          ตรุษจีน ที่บ้านลอเรนโซ 17 กุมภาพันธ์ 2569